สถานการณ์ฝนที่ตกหนัก และเกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผลผลิตพืช ทำให้พืชได้รับความเสียหาย และยังเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของโรคพืช ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการบำรุงรักษาไม้ผลให้เกิดรากใหม่ และแตกใบอ่อนโดยเร็ว ขณะเดียวกันต้องมีการจัดการดินให้ถูกต้อง โดยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว สามารถขอคำแนะนำในการดูแลรักษาและฟื้นฟูพืชที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน
การจัดการระบายน้ำในสวนไม้ผล
1. การเสริมคันดิน ให้มีความสูงและแข็งแรง และต้านทานน้ำจากภายนอก โดยยกขอบแปลงเป็นคันดินให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออก
2. ทำทางระบายน้ำ โดยใช้พลั่วดึงเศษพืชและดินเลนทับถมออกให้หมด และขุดร่องระบายน้ำให้ลึก เพื่อช่วยให้น้ำเพื่อช่วยให้ดินในสวนแห้งเร็วขึ้น
ระยะนี้ถ้ามีเครื่องเติมอากาศสู่ดิน ควรเร่งดำเนินการจะช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวเร็ว และช่วยไล่น้ำที่ยังค้างอยู่ในดินให้ระบายออกไปเร็วขึ้น หรือใช้ไม้ไผ่เจาะรูปลักไว้ใต้โคนต้น เพื่อระบาย ความร้อน และแก๊สพิษออกจากโคนต้น ขณะที่น้ำท่วมขังและดินแฉะ
กรณีน้ำท่วมขังบ่อย อาจใช้วิธีฝังท่อพีวีซีในแนวตั้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วรอบแนว ทรงพุ่มเพื่อดูระดับน้ำและสูบออก
การบำรุงดินหลังน้ำลด
1. ห้ามนำเครื่องจักรกลเข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลดขณะที่ดินยังเปียกอยู่ รวมทั้งคน สัตว์เลี้ยง เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำและกระทบกระเทือนต่อรากของไม้ผล
2. เมื่อดินแห้ง ให้ขุดเอาดินทรายหรือตะกอนต่างๆ ในแปลงไม้ผลออก และพรวนดินเพื่อเพิ่ม ออกซิเจนให้แก่รากพืชแตกใหม่ได้ดีขึ้น ฟื้นฟูคุณสมบัติของดินโดยการใส่ปุ๋ยหมักผสมสารเร่งพด.3 ในกรณีที่พื้นที่อยู่ในสภาพน้ำแช่ขังเป็นเวลานาน และเสี่ยงต่อการเกิดโรค หากดินในพื้นที่หลังจาก น้ำท่วม เกิดสภาพเป็นกรดให้ใส่อินทรียวัตถุหรือปูนขาว เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน ปริมาณตามความรุนแรงของกรดในพื้นที่
การค้ำยัน/พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม
หากน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ต้นจะล้มได้ง่าย เนื่องจากพื้นดินอ่อนตัวเพราะชุ่มน้ำ รากจะเน่าเพราะไม่มีอากาศหายใจและมีเชื้อโรคเข้าทำลายบางส่วน โดยอาจมีรากที่ยังยึดเกาะอยู่กับดินลึกๆ ทำให้ยังอยู่รอด เมื่อน้ำลดแล้ว ให้ตรึงต้นไม้ไม่ให้โยกคลอนด้วยแรงลม โดยการค้ำยันต้นไม้อย่างน้อยสามทิศทาง เพื่อป้องกันการโค่นล้ม อาจใช้ไม้ยาวๆ ค้ำหรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้
การตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มหลังน้ำลด
เมื่อดินเริ่มแห้ง ตัดแต่งกิ่งแก่ กิ่งที่ฉีก หัก เหี่ยวเฉา แน่นทึบและกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่ม ที่ไม่ได้รับแสงแดด รวมทั้งตัดแต่งกิ่งขนาดใหญ่ออกบางส่วน เพื่อลดแรงปะทะจากลม ให้ส่งพุ่มโปร่ง เป็นการลดการคายน้ำของพืช และเร่งให้พืชแตกใบใหม่
หากมีต้นไม้โค่นล้ม ควรทำการตัดแต่งกิ่งและพยุงต้นไม้ที่โค่นล้มให้ตั้งตรง พร้อมทั้งทำไม้ค้ำยันไว้รอบด้าน และหากยังมีผลติดอยู่ ให้ตัดผลออกเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารที่จะนำไปฟื้นฟูราก และลำต้น
การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นไม้
ในระยะนี้ ระบบรากยังไม่สามารถดูดซึมอาหารจากดินได้ตามปกติ จึงควรให้ปุ๋ยทางใบ อาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือ ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น ทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดรอบๆ ทรงพุ่ม ขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร หรือใส่ที่โคนต้นในกรณีที่ต้นยังเล็ก
การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
หากถูกน้ำท่วมนาน หลังน้ำลดจะเกิดปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า ควรป้องกันด้วยการราด หรือทาลำต้นไม้ผลด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดรา เช่น เมทาแลกซิล (metalaxyl) หรือ ฟอสอีทิลอะลูมิเนียม (fosetyl-aluminium) หรือใช้เชื้อราปฏิปักษ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา

