เข้าสู่ฤดูฝน ความชื้นสูง เป็นสภาพอากาศ ที่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของโรค เตือนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ระวังการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ ขอให้เกษตรกรสำรวจสวนยางพาราและบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์แข็งแรง หากพบต้นยางพาราแสดงอาการใบร่วงมากกว่าปกติ มีอาการของโรคให้ดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง
เชื้อสาเหตุเชื้อรา Colletotrichum sp. หรือ Pestalotiopsis sp.
ลักษณะอาการ
อาการเกิดขึ้นในใบแก่ เริ่มแรกเกิดรอยช้ำค่อนข้างกลมบริเวณใต้ใบ ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกัน เป็นสีเหลือง (chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้จะขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีคล้ำขอบแผลดำ และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้ง (necrosis) สีน้ำตาลจนถึงขาวซีด รูปร่างแผลค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 0.5 – 3 เซนติเมตร มีจำนวนแผลมากกว่า 1 จุดบนใบ อาจเจริญลุกลามซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่
ระยะรุนแรงเกิดใบเหลืองและร่วงในที่สุด และอาจเกิดอาการแห้งตายจากยอดได้ หากเชื้อรา เข้าทำลายกิ่งใกล้ปลายยอด กรณีเกิดการเข้าทำลายของเชื้อราที่รุนแรง อาจทำให้ใบยางพาราร่วงในขณะที่อาการของจุดแผลบนใบยังไม่พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อซีดขาวได้ หรือหากพันธุ์ยางมีแนวโน้มทนต่อโรคอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเกิดโรค จุดแผลอาจมีจำนวนน้อยและไม่เกิดอาการใบร่วง
การแพร่ระบาดของโรค
การแพร่ระบาดของโรคมักเกิดช่วงที่มีความชื้นสูง พบในระยะใบแก่และพันธุ์ยางทุกพันธุ์ที่ อ่อนแอต่อการเกิดโรค เชื้อราสาเหตุสามารถแพร่กระจายโดยลม ฝน การเคลื่อนย้ายกล้าพันธุ์หรือ วัสดุปลูกในแปลงที่เกิดโรค และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง เช่น วัชพืช สมุนไพร พืชผักสวนครัว ไม้ผลบาง ชนิด และพืชจำพวกเฟิน เป็นต้น ทำให้เชื้อสาเหตุสะสมอยู่ในสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น
แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด
1. สำรวจสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกชุก หากพบต้นยางพารา มีทรงพุ่มไม่สดชื่น ใบร่วง ให้ตรวจสอบอาการของโรคบนใบ
2. หลีกเลี่ยงการนำกล้ายางพาราหรือวัสดุปลูกจากแหล่งที่พบการระบาดสู่พื้นที่
3. ทำความสะอาดสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ กำจัดใบยางพาราที่เกิดโรค และกำจัดวัชพืช ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมหรือพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค
4. บำรุงและเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้ต้นยางพารา เช่น ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใส่ให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของยางพารา
5. ใช้ระบบกรีดยางตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย
6. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อกำจัดและควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคบนใบยางพาราที่ร่วงหล่น บริเวณพื้น
- สำหรับการหว่าน ใช้อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม และรำ 4 กิโลกรัมต่อไร่
- สำหรับการพ่น ใช้อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม ผสมน้ำหรือน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 200 ลิตร ควรหว่านหรือพ่นให้ครอบคลุมใบยางพาราที่ร่วงหล่นทั่วทั้งสวนทุก 3 เดือน ทั้งนี้ ควรหว่านหรือพ่นให้ครอบคลุมบนใบยางพาราที่ร่วงหล่นทั่วทั้งสวน ซึ่งการใช้เชื้อสดผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือผสมน้ำหมัก ชีวภาพอาจท าให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะช่วยบำรุงให้ต้นแข็งแรง
7. พ่นสารเคมีกำจัดโรคพืชที่มีประสิทธิภาพตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย โดยพ่นพุ่มใบยางพาราจากใต้ทรงพุ่มอัตรา 100 ลิตรต่อไร่ ควรเริ่มพ่นเมื่อยางพาราแตกใบใหม่หลัง ฤดูกาลผลัดใบปกติและใบอยู่ในระยะเพสลาด โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ผสมน้ำ 20 ลิตร ดังนี้
- ไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร
- โพรพิแนป หรือแมนโคเซบ หรือคลอโรทาโลนิล อัตรา 50 กรัม
- เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 30 – 40 มิลลิลิตร
- โพรพิโคนาโซล 25% EC อัตรา 10 – 15 มิลลิลิตร

